คนไทยมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น 3.4% ทำให้ปัจจุบันระดับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอยู่ที่ 78% ของประชากรทั้งหมด อีกทั้งยังมีอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยต่อวันถึงกว่า 9 ชั่วโมง สูงเป็นอันดับ 7 ของโลกที่มีค่าเฉลี่ยราว 7 ชั่วโมงต่อวัน บริการซื้อขายสินค้าออนไลน์ (E-Retail หรือที่รู้จักคือ E-Commerce) มีมูลค่าตลาด 5.9 หมื่นล้านบาท ซึ่ง Facebook เป็นหนึ่งในช่องทางการซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่มีคนไทยใช้แพตฟอร์มนี้อยู่จำนวนมาก ธุรกิจแทบจะทุกธุรกิจที่มีช่องทาง E-Commerce มักจะมี เฟสบุ๊คนับรวมอยู่ด้วยเสมอ ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีการซื้อขายผ่านช่องทางนี้เป็นจำนวนมาก แต่ในบางครั้ง เฟสบุ๊คอาจทำให้คุณปวดหัวได้(เป็นระยะๆ) เช่น Algorithrm ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เราจะมาพูดถึงข้อเสียบางประการในการใช้เฟสบุ๊คขายสินค้าบางประการ
การใช้ Facebook ในการขายสินค้ามีข้อเสียบ้าง ดังนี้
1. ค่าใช้จ่ายโฆษณา
เพื่อให้โพสต์หรือโฆษณาของคุณปรากฏบนหน้าเพจหรือในหน้าฟีดของผู้ใช้ คุณจำเป็นต้องจ่ายเงินให้กับเฟสบุ๊ค เพื่อใช้ระบบโฆษณาซึ่งจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่าย แน่นอนว่ามันส่งผลให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเมื่อต้องการเพิ่มผู้เห็นและความสนใจในสินค้าของคุณ
2. การเปลี่ยนแอลกอริทึมของเฟสบุ๊ค
เฟสบุ๊คเปลี่ยนแอลกอริทึมของเนื้อหาและการแสดงผลอยู่เป็นประจำ ซึ่งอาจทำให้โพสต์หรือโฆษณาของคุณไม่ได้รับการแสดงผลอย่างเต็มที่ นอกจากนี้เฟสบุ๊คอาจยุติการแสดงผลหรือลดความเห็นของโพสต์ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือซ้ำซ้อนหรืออาจยุติการเผยแพร่เพจของคุณได้ทันที
3. การแบ่งปันข้อมูลผู้ใช้
เฟสบุ๊คเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่พึงพอใจหรือความไม่ไว้วางใจจากลูกค้า ที่สำคัญคุณต้องปฏิบัติตามนโยบายความเป็นส่วนตัวและการจัดการข้อมูลที่เป็นไปตามกฎหมาย
4. การแข่งขันและรูปแบบการโฆษณาบน Facebook
เฟสบุ๊คเป็นแพลตฟอร์มที่มีคู่แข่งและผู้ประกอบการจำนวนมาก ทำให้ต้องแข่งขันในเรื่องราคาสินค้าและแข่งขันด้านการตลาดอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีรูปแบบการโฆษณาที่หลากหลายบนเฟสบุ๊คทำให้คุณจำเป็นต้องคิดว่ารูปแบบใดเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายและการตลาดของคุณ
5. การพึ่งพาในแพลตฟอร์มอื่น
การขายสินค้าเพียงแค่บนเฟสบุ๊คอาจทำให้คุณพึ่งพากับแพลตฟอร์มเดียวเท่านั้น หากเกิดปัญหาหรือการเปลี่ยนแปลงใน เฟสบุ๊คอาจส่งผลต่อกิจการของคุณ ดังนั้นควรพิจารณาที่จะขายสินค้าในช่องทางอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและไม่พึ่งพาเฉพาะแพลตฟอร์มเดียวเท่านั้น เพราะคุณไม่มีวันทราบได้ว่าเพจคุณจะผิดกฏของเฟสบุ๊คเมื่อไหร่ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงกฏอยู่เรื่อยๆ
6. การจัดการเวลาและแรงงาน
การบริหารจัดการและดูแลเนื้อหาที่อัพเดตและตอบโต้กับลูกค้าในเฟสบุ๊คอาจต้องใช้เวลาและแรงงานมาก เนื่องจากต้องดูแลและตอบคำถามหรือความคิดเห็นจากผู้ใช้ตลอดเวลา การจัดการเว็บไซต์อาจช่วยลดภาระงานดังกล่าว
เพื่อให้การขายสินค้าใน เฟสบุ๊คเป็นไปอย่างประสบความสำเร็จ แนะนำว่าควรทำการวิเคราะห์และวางแผนการตลาดอย่างรอบคอบ รวมถึงการใช้ช่องทางการตลาดอื่นๆ เพื่อสร้างความสมดุลและเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าให้กับธุรกิจของคุณ
ข้อจำกัดของการทำเพจเฟสบุ๊คเพื่อขายสินค้าหรือบริการ
การทำ เพจเฟสบุ๊ค (Facebook Page) เพื่อขายสินค้าหรือบริการเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดที่ได้รับความนิยมในยุคปัจจุบัน เนื่องจากการเข้าถึงผู้คนที่มีจำนวนมากและมีความสามารถในการทำโฆษณาอย่างละเอียด แต่การใช้เพจเฟสบุ๊คในการขายก็ยังมีข้อจำกัดบางประการที่ต้องพิจารณา เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มได้อย่างเต็มที่ นี่คือข้อจำกัดของการทำเพจเฟสบุ๊คเพื่อขายสินค้าหรือบริการ:
1. การเข้าถึง Organic Reach ลดลง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเข้าถึงแบบออร์แกนิก (Organic Reach) ของเพจเฟสบุ๊คได้ลดลงอย่างมาก เนื่องจากเฟสบุ๊คมีการปรับอัลกอริธึมใหม่ๆ ที่ให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่มาจากเพื่อนและครอบครัวมากกว่าจากเพจธุรกิจ นั่นหมายความว่าแม้คุณจะโพสต์เนื้อหาที่ดีและมีคุณภาพ แต่ก็อาจจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ยากหากไม่ใช้ การโฆษณาจ่ายเงิน (Paid Ads) เพื่อขยายการเข้าถึง
2. ข้อจำกัดด้านการแสดงผลของโพสต์
เฟสบุ๊คมีข้อจำกัดในการแสดงผลของโพสต์จากเพจธุรกิจ เช่น ข้อความ, รูปภาพ, หรือการโพสต์ประเภทต่างๆ อาจถูกปรับแต่งหรือจำกัดความสามารถในการแสดงผลได้ ข้อจำกัดเหล่านี้อาจทำให้บางครั้งโพสต์ของคุณไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดได้
3. ความสามารถในการจัดการและตอบสนองลูกค้าจำกัด
แม้ว่าเฟสบุ๊คจะมีฟีเจอร์ Messenger และ Facebook Comments ที่ช่วยให้คุณติดต่อสื่อสารกับลูกค้าได้ แต่ระบบการจัดการและการตอบสนองลูกค้ายังมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับการใช้ แพลตฟอร์มเฉพาะทางการค้า เช่น เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่สามารถจัดการคำสั่งซื้อและคำถามลูกค้าได้ง่ายกว่า
- การตอบข้อความและคำถามลูกค้าใน Messenger อาจช้า หากคุณไม่สามารถจัดการเวลาได้ดี
- การจัดการคำสั่งซื้อผ่านเพจอาจไม่สะดวกเท่าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันเฉพาะที่มีฟังก์ชันการซื้อขายอัตโนมัติ
4. ข้อจำกัดด้านการโปรโมตสินค้า
เฟสบุ๊คมีข้อจำกัดในการโปรโมตสินค้าหรือบริการบางประเภท เช่น ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสุขภาพ, ยา, หรือสินค้าที่มีข้อกำหนดเฉพาะ ซึ่งสามารถทำให้การโปรโมตสินค้าหรือบริการบางประเภทถูกจำกัดหรือถูกปฏิเสธโดยอัลกอริธึมของเฟสบุ๊ค
- เช่น การโปรโมตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพบางชนิดอาจต้องใช้ การโฆษณาจ่ายเงิน และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของเฟสบุ๊คที่ค่อนข้างเข้มงวด
5. การแข่งขันสูงและการโฆษณาจ่ายเงิน
การทำการตลาดผ่านเพจเฟสบุ๊คมีการแข่งขันสูง เนื่องจากทุกคนสามารถสร้างเพจเพื่อขายสินค้าได้ ทำให้การแย่งชิงพื้นที่ในการมองเห็น (Visibility) เป็นเรื่องยากขึ้น และการใช้งบประมาณในการโฆษณาเฟสบุ๊คอาจกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อขยายการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
- หากไม่มีการใช้การโฆษณาจ่ายเงิน การแข่งขันในการดึงดูดความสนใจของลูกค้าจะเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้น
- การโปรโมตแบบเสียเงินทำให้ต้นทุนการตลาดอาจสูงขึ้น
6. ข้อจำกัดในฟังก์ชันการทำธุรกรรม
แม้ว่าจะสามารถเพิ่ม Shop Section บนเพจเฟสบุ๊คได้ แต่ฟังก์ชันการทำธุรกรรมยังมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ เช่น:
- การตั้งค่าชำระเงินผ่าน Facebook Shop อาจไม่สะดวกหรือมีตัวเลือกการชำระเงินที่จำกัด
- ไม่มีระบบจัดการสต็อกสินค้าหรือฟังก์ชันการบริหารคลังสินค้าที่มีประสิทธิภาพ
7. ไม่สามารถควบคุมข้อมูลของลูกค้าได้เต็มที่
การขายสินค้าผ่านเพจเฟสบุ๊คทำให้คุณไม่สามารถเก็บข้อมูลของลูกค้าอย่างละเอียดเหมือนการขายผ่านเว็บไซต์ของตัวเอง หรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่มีการจัดการข้อมูลลูกค้าแบบละเอียด
- ข้อมูลลูกค้าจะถูกเก็บไว้ในระบบของเฟสบุ๊ค ซึ่งอาจไม่สะดวกในการใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการวิเคราะห์หรือติดตามพฤติกรรมลูกค้า
8. การควบคุมไม่เต็มที่
เนื่องจากเพจเฟสบุ๊คเป็นแพลตฟอร์มของบริษัทภายนอก คุณไม่สามารถควบคุมได้ 100% เช่น:
- การเปลี่ยนแปลงอัลกอริธึมที่อาจกระทบการมองเห็นเนื้อหาของคุณ
- การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดหรือกฎเกณฑ์ของเฟสบุ๊คที่อาจทำให้การดำเนินการในเพจต้องปรับตัว
9. อายุของเพจและการลดลงของการรับรู้
เพจเฟสบุ๊คอาจมีอายุการใช้งานที่จำกัด เมื่อเวลาผ่านไปและมีการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้ใช้ การพึ่งพาเฟสบุ๊คเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถรักษาความสำเร็จได้ในระยะยาว
สรุป
การใช้ เพจเฟสบุ๊ค เพื่อขายสินค้าหรือบริการมีข้อดีมากมาย แต่ก็มีข้อจำกัดที่คุณต้องคำนึงถึง เช่น การลดลงของ Organic Reach, ข้อจำกัดในการจัดการธุรกรรม, และการแข่งขันที่สูง การเสริมการขายผ่านช่องทางอื่นๆ เช่น เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ หรือการใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียอื่นๆ อาจช่วยเสริมความสามารถในการขายและขยายกลุ่มลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
HOW DOES IT WORK?? CLICK VIDEO TO SEE!!
Suggest Post for YOU!